โปรแกรมหาตัวประกอบของจำนวนนับ
ใส่ตัวเลขที่ต้องการหาตัวประกอบ โปรแกรมจะแสดงคำตอบและวิธีการแยกตัวประกอบให้อัตโนมัติ
เทพควิช-lnwquiz

ตัวประกอบของ 20136 และวิธีการแยกตัวประกอบของ 20136

คำนิยาม

ตัวประกอบของ 20136 มีอะไรบ้าง

ตัวประกอบของ 20136 มีทั้งหมด 16 ตัวคือ 1, 2, 3, 4, 6, 8, 12, 24, 839, 1678, 2517, 3356, 5034, 6712, 10068, 20136
ตรวจคำตอบด้วยการหาร
20136 ÷ 1=20136เหลือเศษ 0
20136 ÷ 2=10068เหลือเศษ 0
20136 ÷ 3=6712เหลือเศษ 0
20136 ÷ 4=5034เหลือเศษ 0
20136 ÷ 6=3356เหลือเศษ 0
20136 ÷ 8=2517เหลือเศษ 0
20136 ÷ 12=1678เหลือเศษ 0
20136 ÷ 24=839เหลือเศษ 0
20136 ÷ 839=24เหลือเศษ 0
20136 ÷ 1678=12เหลือเศษ 0
20136 ÷ 2517=8เหลือเศษ 0
20136 ÷ 3356=6เหลือเศษ 0
20136 ÷ 5034=4เหลือเศษ 0
20136 ÷ 6712=3เหลือเศษ 0
20136 ÷ 10068=2เหลือเศษ 0
20136 ÷ 20136=1เหลือเศษ 0
ตรวจคำตอบด้วยการจับคู่หาจำนวนที่คูณกันได้ 20136
1 x 20136
2 x 10068
3 x 6712
4 x 5034
6 x 3356
8 x 2517
12 x 1678
24 x 839
ผลบวกของตัวประกอบทั้งหมดของ 20136
1 + 2 + 3 + 4 + 6 + 8 + 12 + 24 + 839 + 1678 + 2517 + 3356 + 5034 + 6712 + 10068 + 20136 = 50400
ตัวประกอบของ 20136 ที่เป็นจำนวนเฉพาะมีทั้งหมด 3 ตัวดังนี้
2, 3, 839
การแยกตัวประกอบคืออะไร

20136 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้

20136 = 2 x 2 x 2 x 3 x 839
จากผลการแยกตัวประกอบด้านบนจะเห็นว่ามีจำนวนบางจำนวนที่ซ้ำกัน ดังนั้นเราสามารถเขียนการแยกตัวประกอบของ 20136 ให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังได้ดังนี้
20136 = 23 x 3 x 839
วิธีการแยกตัวประกอบ

1. การแยกตัวประกอบของ 20136 ด้วยวิธีแผนภาพต้นไม้🌲

วิธีทำ
1จำนวนที่โจทย์กำหนดมา คือ 20136 ดังนั้นให้หาจำนวนที่คูณกันได้ 20136 มา 1 คู่ เช่น 2 x 10068
2พิจารณาว่าจำนวน 1 คู่ที่เลือกมาเป็นจำนวนเฉพาะหรือยัง
3ถ้าจำนวนใดยังไม่ใช่จำนวนเฉพาะให้หาจำนวนที่คูณกันได้จำนวนนั้น และให้เลือกเอาจำนวนที่คูณกันได้จำนวนนั้นมา 1 คู่(ทำคล้ายๆกับข้อที่ 1)
4ทำโดยใช้หลักการข้อที่ 2 และ 3 ไปเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนสุดท้ายจะเป็นจำนวนเฉพาะ
5เอาจำนวนเฉพาะทั้งหมดที่ได้มาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 20136
ตัวอย่างแผนภาพต้นไม้ของ 20136 แบบที่หนึ่ง
  • 20136
    • 24
      • 4
        • 2
        • 2
      • 6
        • 2
        • 3
    • 839

ตัวอย่างแผนภาพต้นไม้ของ 20136 แบบที่สอง
  • 20136
    • 2
    • 10068
      • 2
      • 5034
        • 2
        • 2517
          • 3
          • 839
ดังนั้น 20136 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
20136 = 2 x 2 x 2 x 3 x 839
หรือจะเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลัง
20136 = 23 x 3 x 839 หรือ 23 x 31 x 8391

2. การแยกตัวประกอบของ 20136 ด้วยวิธีหารสั้น

วิธีทำ
1หาร 20136 ด้วยตัวประกอบเฉพาะของ 20136 นั้นก็คือ 2, 3, 839 (ในการหารแต่ละครั้งแนะนำให้ใช้ตัวประกอบเฉพาะที่มีค่าน้อยที่สุด)
2หากผลการหารที่ได้ยังไม่เท่ากับ 1 ให้นำผลการหารที่ได้ก่อนหน้านี้มาหารด้วยตัวประกอบเฉพาะอีกครั้ง
3ดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 2 ไปเรื่อยๆ จนกว่าผลหารสุดท้ายมีค่าเท่ากับ 1
4นำตัวหารทั้งหมดมาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 20136

2
)20136
2
)10068
2
)5034
3
)2517
839
)839
1
ดังนั้น 20136 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
20136 = 2 x 2 x 2 x 3 x 839
หรือจะเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลัง
20136 = 23 x 3 x 839 หรือ 23 x 31 x 8391

วิธีหาจำนวนตัวประกอบทั้งหมดของ 20136

1แยกตัวประกอบของ 20136 และเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังจะได้เท่ากับ 23 x 31 x 8391
2ให้นำ 1 ไปบวกกับเลขชี้กำลังของตัวประกอบแต่ละตัวดังนี้
  • 👉 2 มีเลขชี้กำลังคือ 3 ให้เอา 3 + 1 = 4
  • 👉 3 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
  • 👉 839 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
3นำผลบวกของเลขชี้กำลังที่ได้มาคูณกันดังนี้ 4 x 2 x 2 = 16
คำตอบ ตัวประกอบทั้งหมดของ 20136 มีทั้งหมด 16 ตัว
เมื่อคุณรู้ตัวประกอบและวิธีการแยกตัวประกอบของ 20136 แล้วลองแวะดูบทความอื่นๆที่น่าสนใจด้านล่างนี้ได้น่ะ 👇