ตัวประกอบของ 19533 และวิธีการแยกตัวประกอบของ 19533
คำนิยาม
ตัวประกอบของจำนวนนับใดๆ หมายถึง จำนวนนับที่หารจำนวนนับที่เรากำหนดให้ได้ลงตัว
ดังนั้นตัวประกอบของ 19533 หมายถึงจำนวนนับที่หาร 19533 ได้ลงตัว
▶
▶
2. การแยกตัวประกอบของ 19533 ด้วยวิธีหารสั้น
ตัวประกอบของ 19533 มีอะไรบ้าง
ตัวประกอบของ 19533 มีทั้งหมด 8 ตัวคือ 1, 3, 17, 51, 383, 1149, 6511, 19533
ตรวจคำตอบด้วยการหาร
| 19533 ÷ 1 | = | 19533 | เหลือเศษ 0 |
| 19533 ÷ 3 | = | 6511 | เหลือเศษ 0 |
| 19533 ÷ 17 | = | 1149 | เหลือเศษ 0 |
| 19533 ÷ 51 | = | 383 | เหลือเศษ 0 |
| 19533 ÷ 383 | = | 51 | เหลือเศษ 0 |
| 19533 ÷ 1149 | = | 17 | เหลือเศษ 0 |
| 19533 ÷ 6511 | = | 3 | เหลือเศษ 0 |
| 19533 ÷ 19533 | = | 1 | เหลือเศษ 0 |
ตรวจคำตอบด้วยการจับคู่หาจำนวนที่คูณกันได้ 19533
| 1 x 19533 | = | 19533 |
| 3 x 6511 | = | 19533 |
| 17 x 1149 | = | 19533 |
| 51 x 383 | = | 19533 |
ผลบวกของตัวประกอบทั้งหมดของ 19533
1 + 3 + 17 + 51 + 383 + 1149 + 6511 + 19533 = 27648
▶ ตัวประกอบของ 19533 ที่เป็นจำนวนเฉพาะมีทั้งหมด 3 ตัวดังนี้
3, 17, 383
จำนวนเฉพาะ (Prime number) คือ จำนวนนับที่มากกว่า 1 และมีตัวประกอบเพียงสองตัวคือ 1 และตัวมันเอง
ตัวประกอบที่เป็นจำนวนเฉพาะ เรียกว่า "ตัวประกอบเฉพาะ"
การแยกตัวประกอบคืออะไร
การแยกตัวประกอบ คือ การเขียนจำนวนนับนั้นให้อยู่ในรูปการคูณของตัวประกอบเฉพาะ
▶ 19533 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
19533 = 3 x 17 x 383
วิธีการแยกตัวประกอบ
1. การแยกตัวประกอบของ 19533 ด้วยวิธีแผนภาพต้นไม้🌲
วิธีทำ
1จำนวนที่โจทย์กำหนดมา คือ 19533 ดังนั้นให้หาจำนวนที่คูณกันได้ 19533 มา 1 คู่ เช่น 3 x 6511
2พิจารณาว่าจำนวน 1 คู่ที่เลือกมาเป็นจำนวนเฉพาะหรือยัง
3ถ้าจำนวนใดยังไม่ใช่จำนวนเฉพาะให้หาจำนวนที่คูณกันได้จำนวนนั้น และให้เลือกเอาจำนวนที่คูณกันได้จำนวนนั้นมา 1 คู่(ทำคล้ายๆกับข้อที่ 1)
4ทำโดยใช้หลักการข้อที่ 2 และ 3 ไปเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนสุดท้ายจะเป็นจำนวนเฉพาะ
5เอาจำนวนเฉพาะทั้งหมดที่ได้มาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 19533
ตัวอย่างแผนภาพต้นไม้ของ 19533 แบบที่หนึ่ง
- 19533
- 51
- 3
- 17
- 383
- 51
ตัวอย่างแผนภาพต้นไม้ของ 19533 แบบที่สอง
- 19533
- 3
- 6511
- 17
- 383
ดังนั้น 19533 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
19533 =
3 x 17 x 383
2. การแยกตัวประกอบของ 19533 ด้วยวิธีหารสั้นวิธีทำ1หาร 19533 ด้วยตัวประกอบเฉพาะของ 19533 นั้นก็คือ 3, 17, 383 (ในการหารแต่ละครั้งแนะนำให้ใช้ตัวประกอบเฉพาะที่มีค่าน้อยที่สุด)2หากผลการหารที่ได้ยังไม่เท่ากับ 1 ให้นำผลการหารที่ได้ก่อนหน้านี้มาหารด้วยตัวประกอบเฉพาะอีกครั้ง3ดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 2 ไปเรื่อยๆ จนกว่าผลหารสุดท้ายมีค่าเท่ากับ 14นำตัวหารทั้งหมดมาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 19533
3)1953317)6511383)3831ดังนั้น 19533 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้19533 = 3 x 17 x 383วิธีหาจำนวนตัวประกอบทั้งหมดของ 19533
1แยกตัวประกอบของ 19533 และเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังจะได้เท่ากับ 31 x 171 x 38312ให้นำ 1 ไปบวกกับเลขชี้กำลังของตัวประกอบแต่ละตัวดังนี้- 👉 3 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
- 👉 17 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
- 👉 383 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
3นำผลบวกของเลขชี้กำลังที่ได้มาคูณกันดังนี้ 2 x 2 x 2 = 8✔คำตอบ ตัวประกอบทั้งหมดของ 19533 มีทั้งหมด 8 ตัว ✔
วิธีทำ
1หาร 19533 ด้วยตัวประกอบเฉพาะของ 19533 นั้นก็คือ 3, 17, 383 (ในการหารแต่ละครั้งแนะนำให้ใช้ตัวประกอบเฉพาะที่มีค่าน้อยที่สุด)
2หากผลการหารที่ได้ยังไม่เท่ากับ 1 ให้นำผลการหารที่ได้ก่อนหน้านี้มาหารด้วยตัวประกอบเฉพาะอีกครั้ง
3ดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 2 ไปเรื่อยๆ จนกว่าผลหารสุดท้ายมีค่าเท่ากับ 1
4นำตัวหารทั้งหมดมาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 19533
3
)19533
17
)6511
383
)383
1
ดังนั้น 19533 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
19533 = 3 x 17 x 383
1แยกตัวประกอบของ 19533 และเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังจะได้เท่ากับ 31 x 171 x 3831
2ให้นำ 1 ไปบวกกับเลขชี้กำลังของตัวประกอบแต่ละตัวดังนี้
- 👉 3 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
- 👉 17 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
- 👉 383 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
3นำผลบวกของเลขชี้กำลังที่ได้มาคูณกันดังนี้ 2 x 2 x 2 = 8✔
คำตอบ ตัวประกอบทั้งหมดของ 19533 มีทั้งหมด 8 ตัว ✔
เมื่อคุณรู้ตัวประกอบและวิธีการแยกตัวประกอบของ 19533 แล้วลองแวะดูบทความอื่นๆที่น่าสนใจด้านล่างนี้ได้น่ะ 👇
