ตัวประกอบของ 81630 และวิธีการแยกตัวประกอบของ 81630
คำนิยาม
ตัวประกอบของจำนวนนับใดๆ หมายถึง จำนวนนับที่หารจำนวนนับที่เรากำหนดให้ได้ลงตัว
ดังนั้นตัวประกอบของ 81630 หมายถึงจำนวนนับที่หาร 81630 ได้ลงตัว
▶
▶
2. การแยกตัวประกอบของ 81630 ด้วยวิธีหารสั้น
ตัวประกอบของ 81630 มีอะไรบ้าง
ตัวประกอบของ 81630 มีทั้งหมด 24 ตัวคือ 1, 2, 3, 5, 6, 9, 10, 15, 18, 30, 45, 90, 907, 1814, 2721, 4535, 5442, 8163, 9070, 13605, 16326, 27210, 40815, 81630
ตรวจคำตอบด้วยการหาร
| 81630 ÷ 1 | = | 81630 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 2 | = | 40815 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 3 | = | 27210 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 5 | = | 16326 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 6 | = | 13605 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 9 | = | 9070 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 10 | = | 8163 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 15 | = | 5442 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 18 | = | 4535 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 30 | = | 2721 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 45 | = | 1814 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 90 | = | 907 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 907 | = | 90 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 1814 | = | 45 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 2721 | = | 30 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 4535 | = | 18 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 5442 | = | 15 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 8163 | = | 10 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 9070 | = | 9 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 13605 | = | 6 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 16326 | = | 5 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 27210 | = | 3 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 40815 | = | 2 | เหลือเศษ 0 |
| 81630 ÷ 81630 | = | 1 | เหลือเศษ 0 |
ตรวจคำตอบด้วยการจับคู่หาจำนวนที่คูณกันได้ 81630
| 1 x 81630 | = | 81630 |
| 2 x 40815 | = | 81630 |
| 3 x 27210 | = | 81630 |
| 5 x 16326 | = | 81630 |
| 6 x 13605 | = | 81630 |
| 9 x 9070 | = | 81630 |
| 10 x 8163 | = | 81630 |
| 15 x 5442 | = | 81630 |
| 18 x 4535 | = | 81630 |
| 30 x 2721 | = | 81630 |
| 45 x 1814 | = | 81630 |
| 90 x 907 | = | 81630 |
ผลบวกของตัวประกอบทั้งหมดของ 81630
1 + 2 + 3 + 5 + 6 + 9 + 10 + 15 + 18 + 30 + 45 + 90 + 907 + 1814 + 2721 + 4535 + 5442 + 8163 + 9070 + 13605 + 16326 + 27210 + 40815 + 81630 = 212472
▶ ตัวประกอบของ 81630 ที่เป็นจำนวนเฉพาะมีทั้งหมด 4 ตัวดังนี้
2, 3, 5, 907
จำนวนเฉพาะ (Prime number) คือ จำนวนนับที่มากกว่า 1 และมีตัวประกอบเพียงสองตัวคือ 1 และตัวมันเอง
ตัวประกอบที่เป็นจำนวนเฉพาะ เรียกว่า "ตัวประกอบเฉพาะ"
การแยกตัวประกอบคืออะไร
การแยกตัวประกอบ คือ การเขียนจำนวนนับนั้นให้อยู่ในรูปการคูณของตัวประกอบเฉพาะ
▶ 81630 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
81630 = 2 x 3 x 3 x 5 x 907
จากผลการแยกตัวประกอบด้านบนจะเห็นว่ามีจำนวนบางจำนวนที่ซ้ำกัน ดังนั้นเราสามารถเขียนการแยกตัวประกอบของ 81630 ให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังได้ดังนี้
81630 = 2 x 32 x 5 x 907
จากผลการแยกตัวประกอบด้านบนจะเห็นว่ามีจำนวนบางจำนวนที่ซ้ำกัน ดังนั้นเราสามารถเขียนการแยกตัวประกอบของ 81630 ให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังได้ดังนี้
81630 = 2 x 32 x 5 x 907
วิธีการแยกตัวประกอบ
1. การแยกตัวประกอบของ 81630 ด้วยวิธีแผนภาพต้นไม้🌲
วิธีทำ
1จำนวนที่โจทย์กำหนดมา คือ 81630 ดังนั้นให้หาจำนวนที่คูณกันได้ 81630 มา 1 คู่ เช่น 2 x 40815
2พิจารณาว่าจำนวน 1 คู่ที่เลือกมาเป็นจำนวนเฉพาะหรือยัง
3ถ้าจำนวนใดยังไม่ใช่จำนวนเฉพาะให้หาจำนวนที่คูณกันได้จำนวนนั้น และให้เลือกเอาจำนวนที่คูณกันได้จำนวนนั้นมา 1 คู่(ทำคล้ายๆกับข้อที่ 1)
4ทำโดยใช้หลักการข้อที่ 2 และ 3 ไปเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนสุดท้ายจะเป็นจำนวนเฉพาะ
5เอาจำนวนเฉพาะทั้งหมดที่ได้มาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 81630
ตัวอย่างแผนภาพต้นไม้ของ 81630 แบบที่หนึ่ง
- 81630
- 90
- 9
- 3
- 3
- 10
- 2
- 5
- 9
- 907
- 90
ตัวอย่างแผนภาพต้นไม้ของ 81630 แบบที่สอง
- 81630
- 2
- 40815
- 3
- 13605
- 3
- 4535
- 5
- 907
ดังนั้น 81630 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
81630 =
2 x 3 x 3 x 5 x 907
หรือจะเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลัง
81630 =
2 x 32 x 5 x 907 หรือ 21 x 32 x 51 x 9071
2. การแยกตัวประกอบของ 81630 ด้วยวิธีหารสั้นวิธีทำ1หาร 81630 ด้วยตัวประกอบเฉพาะของ 81630 นั้นก็คือ 2, 3, 5, 907 (ในการหารแต่ละครั้งแนะนำให้ใช้ตัวประกอบเฉพาะที่มีค่าน้อยที่สุด)2หากผลการหารที่ได้ยังไม่เท่ากับ 1 ให้นำผลการหารที่ได้ก่อนหน้านี้มาหารด้วยตัวประกอบเฉพาะอีกครั้ง3ดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 2 ไปเรื่อยๆ จนกว่าผลหารสุดท้ายมีค่าเท่ากับ 14นำตัวหารทั้งหมดมาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 81630
2)816303)408153)136055)4535907)9071ดังนั้น 81630 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้81630 = 2 x 3 x 3 x 5 x 907หรือจะเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลัง81630 = 2 x 32 x 5 x 907 หรือ 21 x 32 x 51 x 9071วิธีหาจำนวนตัวประกอบทั้งหมดของ 81630
1แยกตัวประกอบของ 81630 และเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังจะได้เท่ากับ 21 x 32 x 51 x 90712ให้นำ 1 ไปบวกกับเลขชี้กำลังของตัวประกอบแต่ละตัวดังนี้- 👉 2 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
- 👉 3 มีเลขชี้กำลังคือ 2 ให้เอา 2 + 1 = 3
- 👉 5 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
- 👉 907 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
3นำผลบวกของเลขชี้กำลังที่ได้มาคูณกันดังนี้ 2 x 3 x 2 x 2 = 24✔คำตอบ ตัวประกอบทั้งหมดของ 81630 มีทั้งหมด 24 ตัว ✔
วิธีทำ
1หาร 81630 ด้วยตัวประกอบเฉพาะของ 81630 นั้นก็คือ 2, 3, 5, 907 (ในการหารแต่ละครั้งแนะนำให้ใช้ตัวประกอบเฉพาะที่มีค่าน้อยที่สุด)
2หากผลการหารที่ได้ยังไม่เท่ากับ 1 ให้นำผลการหารที่ได้ก่อนหน้านี้มาหารด้วยตัวประกอบเฉพาะอีกครั้ง
3ดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 2 ไปเรื่อยๆ จนกว่าผลหารสุดท้ายมีค่าเท่ากับ 1
4นำตัวหารทั้งหมดมาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 81630
2
)81630
3
)40815
3
)13605
5
)4535
907
)907
1
ดังนั้น 81630 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
81630 = 2 x 3 x 3 x 5 x 907
หรือจะเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลัง
81630 = 2 x 32 x 5 x 907 หรือ 21 x 32 x 51 x 9071
1แยกตัวประกอบของ 81630 และเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังจะได้เท่ากับ 21 x 32 x 51 x 9071
2ให้นำ 1 ไปบวกกับเลขชี้กำลังของตัวประกอบแต่ละตัวดังนี้
- 👉 2 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
- 👉 3 มีเลขชี้กำลังคือ 2 ให้เอา 2 + 1 = 3
- 👉 5 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
- 👉 907 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
3นำผลบวกของเลขชี้กำลังที่ได้มาคูณกันดังนี้ 2 x 3 x 2 x 2 = 24✔
คำตอบ ตัวประกอบทั้งหมดของ 81630 มีทั้งหมด 24 ตัว ✔
เมื่อคุณรู้ตัวประกอบและวิธีการแยกตัวประกอบของ 81630 แล้วลองแวะดูบทความอื่นๆที่น่าสนใจด้านล่างนี้ได้น่ะ 👇
