ตัวประกอบของ 35477 และวิธีการแยกตัวประกอบของ 35477
คำนิยาม
ตัวประกอบของจำนวนนับใดๆ หมายถึง จำนวนนับที่หารจำนวนนับที่เรากำหนดให้ได้ลงตัว
ดังนั้นตัวประกอบของ 35477 หมายถึงจำนวนนับที่หาร 35477 ได้ลงตัว
▶
▶ 2. การแยกตัวประกอบของ 35477 ด้วยวิธีหารสั้น
ตัวประกอบของ 35477 มีอะไรบ้าง
ตัวประกอบของ 35477 มีทั้งหมด 4 ตัวคือ 1, 13, 2729, 35477
ตรวจคำตอบด้วยการหาร
| 35477 ÷ 1 | = | 35477 | เหลือเศษ 0 |
| 35477 ÷ 13 | = | 2729 | เหลือเศษ 0 |
| 35477 ÷ 2729 | = | 13 | เหลือเศษ 0 |
| 35477 ÷ 35477 | = | 1 | เหลือเศษ 0 |
ตรวจคำตอบด้วยการจับคู่หาจำนวนที่คูณกันได้ 35477
| 1 x 35477 | = | 35477 |
| 13 x 2729 | = | 35477 |
ผลบวกของตัวประกอบทั้งหมดของ 35477
1 + 13 + 2729 + 35477 = 38220
▶ ตัวประกอบของ 35477 ที่เป็นจำนวนเฉพาะมีทั้งหมด 2 ตัวดังนี้
13, 2729
จำนวนเฉพาะ (Prime number) คือ จำนวนนับที่มากกว่า 1 และมีตัวประกอบเพียงสองตัวคือ 1 และตัวมันเอง
ตัวประกอบที่เป็นจำนวนเฉพาะ เรียกว่า "ตัวประกอบเฉพาะ"
การแยกตัวประกอบคืออะไร
การแยกตัวประกอบ คือ การเขียนจำนวนนับนั้นให้อยู่ในรูปการคูณของตัวประกอบเฉพาะ
▶ 35477 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
35477 = 13 x 2729
วิธีการแยกตัวประกอบ
1. การแยกตัวประกอบของ 35477 ด้วยวิธีแผนภาพต้นไม้🌲
วิธีทำ
1จำนวนที่โจทย์กำหนดมา คือ 35477 ดังนั้นให้หาจำนวนที่คูณกันได้ 35477 มา 1 คู่ เช่น 13 x 2729
2พิจารณาว่าจำนวน 1 คู่ที่เลือกมาเป็นจำนวนเฉพาะหรือยัง
3ถ้าจำนวนใดยังไม่ใช่จำนวนเฉพาะให้หาจำนวนที่คูณกันได้จำนวนนั้น และให้เลือกเอาจำนวนที่คูณกันได้จำนวนนั้นมา 1 คู่(ทำคล้ายๆกับข้อที่ 1)
4ทำโดยใช้หลักการข้อที่ 2 และ 3 ไปเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนสุดท้ายจะเป็นจำนวนเฉพาะ
5เอาจำนวนเฉพาะทั้งหมดที่ได้มาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 35477
ตัวอย่างแผนภาพต้นไม้ของ 35477
- 35477
- 13
- 2729
ดังนั้น 35477 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
35477 =
13 x 2729
2. การแยกตัวประกอบของ 35477 ด้วยวิธีหารสั้นวิธีทำ1หาร 35477 ด้วยตัวประกอบเฉพาะของ 35477 นั้นก็คือ 13, 2729 (ในการหารแต่ละครั้งแนะนำให้ใช้ตัวประกอบเฉพาะที่มีค่าน้อยที่สุด)2หากผลการหารที่ได้ยังไม่เท่ากับ 1 ให้นำผลการหารที่ได้ก่อนหน้านี้มาหารด้วยตัวประกอบเฉพาะอีกครั้ง3ดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 2 ไปเรื่อยๆ จนกว่าผลหารสุดท้ายมีค่าเท่ากับ 14นำตัวหารทั้งหมดมาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 35477
13)354772729)27291ดังนั้น 35477 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้35477 = 13 x 2729วิธีหาจำนวนตัวประกอบทั้งหมดของ 35477
1แยกตัวประกอบของ 35477 และเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังจะได้เท่ากับ 131 x 272912ให้นำ 1 ไปบวกกับเลขชี้กำลังของตัวประกอบแต่ละตัวดังนี้- 👉 13 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
- 👉 2729 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
3นำผลบวกของเลขชี้กำลังที่ได้มาคูณกันดังนี้ 2 x 2 = 4✔คำตอบ ตัวประกอบทั้งหมดของ 35477 มีทั้งหมด 4 ตัว ✔
วิธีทำ
1หาร 35477 ด้วยตัวประกอบเฉพาะของ 35477 นั้นก็คือ 13, 2729 (ในการหารแต่ละครั้งแนะนำให้ใช้ตัวประกอบเฉพาะที่มีค่าน้อยที่สุด)
2หากผลการหารที่ได้ยังไม่เท่ากับ 1 ให้นำผลการหารที่ได้ก่อนหน้านี้มาหารด้วยตัวประกอบเฉพาะอีกครั้ง
3ดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 2 ไปเรื่อยๆ จนกว่าผลหารสุดท้ายมีค่าเท่ากับ 1
4นำตัวหารทั้งหมดมาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 35477
13
)35477
2729
)2729
1
ดังนั้น 35477 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
35477 = 13 x 2729
1แยกตัวประกอบของ 35477 และเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังจะได้เท่ากับ 131 x 27291
2ให้นำ 1 ไปบวกกับเลขชี้กำลังของตัวประกอบแต่ละตัวดังนี้
- 👉 13 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
- 👉 2729 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
3นำผลบวกของเลขชี้กำลังที่ได้มาคูณกันดังนี้ 2 x 2 = 4✔
คำตอบ ตัวประกอบทั้งหมดของ 35477 มีทั้งหมด 4 ตัว ✔
เมื่อคุณรู้ตัวประกอบและวิธีการแยกตัวประกอบของ 35477 แล้วลองแวะดูบทความอื่นๆที่น่าสนใจด้านล่างนี้ได้น่ะ 👇
