โปรแกรมหาตัวประกอบของจำนวนนับ
ใส่ตัวเลขที่ต้องการหาตัวประกอบ โปรแกรมจะแสดงคำตอบและวิธีการแยกตัวประกอบให้อัตโนมัติ
เทพควิช-lnwquiz

ตัวประกอบของ 19467 และวิธีการแยกตัวประกอบของ 19467

คำนิยาม

ตัวประกอบของ 19467 มีอะไรบ้าง

ตัวประกอบของ 19467 มีทั้งหมด 16 ตัวคือ 1, 3, 7, 9, 21, 27, 63, 103, 189, 309, 721, 927, 2163, 2781, 6489, 19467
ตรวจคำตอบด้วยการหาร
19467 ÷ 1=19467เหลือเศษ 0
19467 ÷ 3=6489เหลือเศษ 0
19467 ÷ 7=2781เหลือเศษ 0
19467 ÷ 9=2163เหลือเศษ 0
19467 ÷ 21=927เหลือเศษ 0
19467 ÷ 27=721เหลือเศษ 0
19467 ÷ 63=309เหลือเศษ 0
19467 ÷ 103=189เหลือเศษ 0
19467 ÷ 189=103เหลือเศษ 0
19467 ÷ 309=63เหลือเศษ 0
19467 ÷ 721=27เหลือเศษ 0
19467 ÷ 927=21เหลือเศษ 0
19467 ÷ 2163=9เหลือเศษ 0
19467 ÷ 2781=7เหลือเศษ 0
19467 ÷ 6489=3เหลือเศษ 0
19467 ÷ 19467=1เหลือเศษ 0
ตรวจคำตอบด้วยการจับคู่หาจำนวนที่คูณกันได้ 19467
1 x 19467
3 x 6489
7 x 2781
9 x 2163
21 x 927
27 x 721
63 x 309
103 x 189
ผลบวกของตัวประกอบทั้งหมดของ 19467
1 + 3 + 7 + 9 + 21 + 27 + 63 + 103 + 189 + 309 + 721 + 927 + 2163 + 2781 + 6489 + 19467 = 33280
ตัวประกอบของ 19467 ที่เป็นจำนวนเฉพาะมีทั้งหมด 3 ตัวดังนี้
3, 7, 103
การแยกตัวประกอบคืออะไร

19467 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้

19467 = 3 x 3 x 3 x 7 x 103
จากผลการแยกตัวประกอบด้านบนจะเห็นว่ามีจำนวนบางจำนวนที่ซ้ำกัน ดังนั้นเราสามารถเขียนการแยกตัวประกอบของ 19467 ให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังได้ดังนี้
19467 = 33 x 7 x 103
วิธีการแยกตัวประกอบ

1. การแยกตัวประกอบของ 19467 ด้วยวิธีแผนภาพต้นไม้🌲

วิธีทำ
1จำนวนที่โจทย์กำหนดมา คือ 19467 ดังนั้นให้หาจำนวนที่คูณกันได้ 19467 มา 1 คู่ เช่น 3 x 6489
2พิจารณาว่าจำนวน 1 คู่ที่เลือกมาเป็นจำนวนเฉพาะหรือยัง
3ถ้าจำนวนใดยังไม่ใช่จำนวนเฉพาะให้หาจำนวนที่คูณกันได้จำนวนนั้น และให้เลือกเอาจำนวนที่คูณกันได้จำนวนนั้นมา 1 คู่(ทำคล้ายๆกับข้อที่ 1)
4ทำโดยใช้หลักการข้อที่ 2 และ 3 ไปเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนสุดท้ายจะเป็นจำนวนเฉพาะ
5เอาจำนวนเฉพาะทั้งหมดที่ได้มาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 19467
ตัวอย่างแผนภาพต้นไม้ของ 19467 แบบที่หนึ่ง
  • 19467
    • 103
    • 189
      • 9
        • 3
        • 3
      • 21
        • 3
        • 7

ตัวอย่างแผนภาพต้นไม้ของ 19467 แบบที่สอง
  • 19467
    • 3
    • 6489
      • 3
      • 2163
        • 3
        • 721
          • 7
          • 103
ดังนั้น 19467 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
19467 = 3 x 3 x 3 x 7 x 103
หรือจะเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลัง
19467 = 33 x 7 x 103 หรือ 33 x 71 x 1031

2. การแยกตัวประกอบของ 19467 ด้วยวิธีหารสั้น

วิธีทำ
1หาร 19467 ด้วยตัวประกอบเฉพาะของ 19467 นั้นก็คือ 3, 7, 103 (ในการหารแต่ละครั้งแนะนำให้ใช้ตัวประกอบเฉพาะที่มีค่าน้อยที่สุด)
2หากผลการหารที่ได้ยังไม่เท่ากับ 1 ให้นำผลการหารที่ได้ก่อนหน้านี้มาหารด้วยตัวประกอบเฉพาะอีกครั้ง
3ดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 2 ไปเรื่อยๆ จนกว่าผลหารสุดท้ายมีค่าเท่ากับ 1
4นำตัวหารทั้งหมดมาเขียนให้อยู่ในรูปการคูณก็จะได้เป็นการแยกตัวประกอบของ 19467

3
)19467
3
)6489
3
)2163
7
)721
103
)103
1
ดังนั้น 19467 สามารถแยกตัวประกอบได้ดังนี้
19467 = 3 x 3 x 3 x 7 x 103
หรือจะเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลัง
19467 = 33 x 7 x 103 หรือ 33 x 71 x 1031

วิธีหาจำนวนตัวประกอบทั้งหมดของ 19467

1แยกตัวประกอบของ 19467 และเขียนให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังจะได้เท่ากับ 33 x 71 x 1031
2ให้นำ 1 ไปบวกกับเลขชี้กำลังของตัวประกอบแต่ละตัวดังนี้
  • 👉 3 มีเลขชี้กำลังคือ 3 ให้เอา 3 + 1 = 4
  • 👉 7 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
  • 👉 103 มีเลขชี้กำลังคือ 1 ให้เอา 1 + 1 = 2
3นำผลบวกของเลขชี้กำลังที่ได้มาคูณกันดังนี้ 4 x 2 x 2 = 16
คำตอบ ตัวประกอบทั้งหมดของ 19467 มีทั้งหมด 16 ตัว
เมื่อคุณรู้ตัวประกอบและวิธีการแยกตัวประกอบของ 19467 แล้วลองแวะดูบทความอื่นๆที่น่าสนใจด้านล่างนี้ได้น่ะ 👇